top of page
Banner-blog-ทำอย่างไรเมื่อรู้สึก-‘Burnout’.jpg
Pink Poppy Flowers

Blog Category : Life Style

ทำอย่างไรเมื่อรู้สึก ‘Burnout’ (หมดไฟ) คู่มือฉบับเต็มเพื่อฟื้นฟูพลังงาน
และใจให้กลับมาเต็มร้อย

BG Blue fade 2.jpg
Gemini_Generated_Image_v5di0av5di0av5di.png

ก่อนจะรักษา เราต้องวินิจฉัยก่อนครับว่าอาการของเราอยู่ในระดับไหน โดยปกติ Burnout จะมีสัญญาณเตือน 3 ด้านหลักๆ:

  • เหนื่อยล้าทางอารมณ์ (Emotional Exhaustion): รู้สึกเพลียตลอดเวลา นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ตื่นมาก็เหนื่อยแล้ว

  • มองโลกในแง่ร้าย (Depersonalization): เริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือคนรอบข้าง มองทุกอย่างเป็นแง่ลบไปหมด

  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลง (Reduced Personal Accomplishment): รู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดีเหมือนก่อน สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง

1. เช็กอาการ: นี่เราแค่ 'เหนื่อย' หรือ 'หมดไฟ' กันแน่?

2. วิธีการ "กู้ร่าง" และ "กู้ใจ" ในระยะสั้น (Immediate Actions)

หากคุณรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ให้เริ่มจากขั้นตอนเหล่านี้เพื่อหยุดการไหลของพลังงาน:

  • กดปุ่ม Pause ให้ตัวเอง: หากเป็นไปได้ ให้ลางานพักผ่อนสัก 2-3 วัน โดยที่ "ไม่ต้องรู้สึกผิด" การพักคือส่วนหนึ่งของงานครับ

  • Digital Detox: วางมือถือ ปิดการแจ้งเตือนเรื่องงานชั่วคราว การรับข้อมูลมากเกินไปจะยิ่งทำให้สมองล้า

  • จัดลำดับความสำคัญ (The Rule of 3): ในหนึ่งวัน เลือกทำสิ่งที่สำคัญจริงๆ เพียง 3 อย่างพอ อะไรที่ไม่เร่งด่วนให้วางไว้ก่อน

ในเช้าวันที่คุณลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่า "ไม่อยากลุกไปไหนเลย" ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะรู้สึกข้างในมันว่างเปล่า พลังงานติดลบ และมองไม่เห็นความหมายของสิ่งที่ทำอยู่... หากคุณกำลังรู้สึกแบบนี้ ยินดีด้วยครับ คุณไม่ได้เป็นบ้า และคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เพราะคุณกำลังเผชิญกับสภาวะ Burnout Syndrome หรือ ภาวะหมดไฟ นั่นเอง

วันนี้เราจะมาเจาะลึกวิธีรับมือ และทางออกที่จะช่วยเปลี่ยน "ถ่านที่มอดแล้ว" ให้กลับมามีไฟได้อีกครั้ง

Gemini_Generated_Image_wvu2bswvu2bswvu2.png

3. กลยุทธ์ฟื้นฟูพลังงานในระยะยาว (Long-term Recovery)

Gemini_Generated_Image_9l3muh9l3muh9l3m.png

การพักผ่อนแค่เสาร์-อาทิตย์อาจไม่พอ หากต้นเหตุยังไม่ถูกแก้ ลองปรับใช้ 3 กลยุทธ์นี้ดูครับ:

  • Re-evaluate (ทบทวนเป้าหมาย)

ลองถามตัวเองว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง? งานหนักเกินไป? หัวหน้าเป็นพิษ? หรือเราคาดหวังกับตัวเองสูงเกินไป? เมื่อรู้สาเหตุ เราจะแก้ได้ถูกจุด

  • Set Boundaries (ขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน)

หัดปฏิเสธ (Say No) ให้เป็นบ้าง การเป็น Yes-man/woman ตลอดเวลาคือทางลัดไปสู่ Burnout ที่เร็วที่สุด กำหนดเวลาเลิกงานที่แน่นอน และไม่ตอบแชทงานหลังเวลานั้น

  • Find a 'Non-Work' Passion (หางานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวกับงาน)

ลองทำกิจกรรมที่ไม่มี "ตัวชี้วัดความสำเร็จ" (KPI) เช่น ปลูกต้นไม้ วาดรูป เดินป่า หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มสารความสุขในสมองโดยไม่มีความกดดัน

4. ป้องกันไฟมอดในอนาคต : สร้างความยืดหยุ่น (Resilience)

ไฟที่ลุกโชนตลอดเวลาจะมอดไหม้ตัวเองในที่สุด การรักษาไฟให้ยั่งยืนต้องอาศัย:

  1. การนอนที่มีคุณภาพ: ร่างกายซ่อมแซมตัวเองตอนนอน ไม่ใช่ตอนทำงาน

  2. สังคมที่ซัพพอร์ต: หาเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่เราสามารถระบายความรู้สึกได้โดยไม่ถูกตัดสิน

  3. ความใจดีกับตัวเอง (Self-Compassion): ยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ มีวันที่ทำได้ดี และวันที่พลาดได้

Gemini_Generated_Image_wyzmpnwyzmpnwyzm.png

5. โฟกัส “ทำต่อเนื่อง”
   ไม่ใช่ “ทำให้สมบูรณ์”

Gemini_Generated_Image_p9ux5up9ux5up9ux.png

หลายคนเลิกกลางทาง เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดีพอ
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว สิ่งสำคัญคือ ความต่อเนื่อง

  • ทำได้น้อย ดีกว่าไม่ทำ

  • ทำไม่เป๊ะ ดีกว่าเลิก

ถ้าวันไหนเหนื่อย
ทำแค่เวอร์ชันที่ง่ายที่สุดก็พอ
เพราะวินัยที่ยั่งยืน คือวินัยที่ “ไม่หายไป”

6. ให้รางวัลกับระบบ ไม่ใช่ผลลัพธ์

ถ้าเรารอให้สำเร็จก่อนถึงจะภูมิใจ วินัยจะอยู่ได้ไม่นาน

ลองเปลี่ยนเป็น

  • ภูมิใจที่ “ทำตามแผนได้”

  • เช็กถูกในปฏิทินทุกวันที่ลงมือ

  • ให้รางวัลเล็ก ๆ กับความสม่ำเสมอ

เมื่อสมองเริ่มเชื่อมว่า
“การทำสิ่งนี้ = ความรู้สึกดี”
วินัยจะค่อย ๆ กลายเป็นนิสัยโดยไม่ต้องฝืน

Gemini_Generated_Image_x0280ex0280ex028.png

การเกิดภาวะ Burnout ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอ แต่มันแปลว่าคุณ "เข้มแข็งมานานเกินไป" เท่านั้นเองครับ การกลับมาฟื้นฟูตัวเองต้องใช้เวลา อย่ารีบเร่ง ค่อยๆ ก้าวไปทีละนิด แล้วคุณจะพบว่าไฟในตัวคุณไม่ได้หายไปไหน มันแค่รอเวลาที่จะถูกจุดขึ้นมาใหม่ในจังหวะที่เหมาะสม

บทสรุป

bottom of page